ปูลีขีโย
บุหรี่อยู่คู่กับสังคมบ้านเรามายาวนาน
ป่ออุ้ยเคยเล่าให้ผู้เขียนฟังว่าในสมัยก่อนเวลาที่จะเข้าป่า ไปไร่ไปนาหรือไปเลี้ยงวัวเลี้ยงควายนั้นต้องพกยาเส้น
พกใบตองมวนบุหรี่
ใส่ในย่ามไปด้วยจะขาดไม่ได้เลยเพราะเป็นสิ่งเดียวที่สามารถไล่ยุง แมงริ้น
แมงไร ไม่ให้มาไต่ตอมก่อความรำคาญ
และในฤดูไถหว่านนาบางที่บางแห่งนั้นเต็มไปด้วยปลิงควายที่คอยจะดูดเลือดสัตว์กับคนที่ลงไปแช่อยู่ในนา
ก็มียาเส้นนี่แหละที่สามารถช่วยดึงเจ้าปลิงที่กระหายเลือดให้คลายเขี้ยวออกจากเนื้อหนัง
เพียงใช้ยาเส้นแช่น้ำแล้วนำไปขยี้บีบน้ำยาเส้นใส่บริเวณที่ปลิงกัด ซึ่งเมื่อมองย้อนกลับไปในสมัยก่อนนั้นความเจริญ
ถนนหนทางยังเข้ามาไม่ถึงหยูกยาก็หายากคนในสมัยก่อนก็ต้องพึ่งพาในสิ่งที่มีอยู่ตามธรรมชาติบ้านเราอย่างยาเส้นมวนด้วยใบตองหรือที่หลายคนรู้จักในนาม“ปูลีขีโย ”
วิถีแห่งสุข
ความสุขของคนเราแต่ละคนย่อมมีความแตกต่างกันไป
คนบางคนสุขกับการมีเงินมีทอง ร่ำรวยมั่งมีอยู่กับทรัพย์สมบัติที่ตนเสาะแสวงหา
เก็บหอมรอมริบสะสมมา คนบางคนสุขกับการที่ได้ทำงานที่ชอบและได้อยู่กับคนที่เขารัก
เงินทองอาจไม่ใช่บทสรุปของคำว่าความสุขทั้งหมดในชีวิต
บางคนมีเงินทองมากมายมหาศาลแต่ก็ยังคงมีความทุกข์
ทุกข์กับการต้องเสาะแสวงหาทรัพย์สินเงินทองมาเพิ่มเติม ทุกข์กับการหาวิธีการจะเก็บทรัพย์สมบัติอย่างไรให้คงทนอยู่ได้ยาวนาน
ทุกข์เพราะกลัวคนมาปองร้ายเอาทรัพย์ที่ตนมีอยู่
บางคนบอกว่าความสุขของคนเราแท้จริงอยู่ที่ความพอดีพอใจกับสิ่งที่ตนมีและเป็นอยู่
มีกินมีใช้สุขภาพร่างกายแข็งแรง ได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากับคนที่เรารัก “ มะ! หล้ากิ๋นข้าวหนมเส้นกับแม่อุ้ยบ๋อ ” คำเอื้อนเอ่ยชักชวนให้ร่วมล้อมวงนั่งกินขนมจีนของยายแก่
ภาพที่ผมเห็นเป็นภาพของยายวัยชราสองคนท่าทางใจดีที่กำลังนั่งสนทนากันอย่างมีความสุขพร้อมกับใช้ชอนตักกินขนมจีนในถ้วยใบเดียวกัน
เป็นอีกภาพของวิถีแห่งความสุขที่ไม่ต้องมีอะไรมากมาย
กินอยู่กันไปตามวิถีตามอัตภาพมีอะไรก็แบ่งปันกันกินแบ่งปันกันใช้
ผูกมิตรไมตรีซึ่งกันและกัน ผมว่าสิ่งนี้แหละคือวิถีแห่งสุขที่แท้จริง
ก๋องข้าว
ลมหนาวพัดผ่านโชยมาเดือนพฤศจิกายน
ทุ่งนาสีเขียวแปลเปลี่ยนเป็นทุ่งรวงทองชาวนาต่างเก็บเกี่ยวผลลิตที่ตนได้ลงทุนลงแรง
ไถ หว่าน ปักดำ รอยยิ้ม เสียงหัวเราะดังอยู่ทั่วท้องทุ่ง บ้างก็เร่งรีบเกี่ยวข้าว
บ้างก็เร่งฟาดข้าว บ้างก็กำลังหอบข้าวมาเรียงไว้เป็นกองๆ
เพื่อป้องกันไม่ให้เมล็ดข้าวเกิดความเสียหายจากน้ำฝน ความชื้น
รวมถึงป้องกันไม่ให้เมล็ดข้าวหลุดร่วงและรอการกลับมาฟาดข้าวนวดข้าวอีกครั้ง เวลาที่ผมเห็นชาวนานำข้าวมากองรวมกันไว้เป็นกองตามท้องทุ่งนามันทำให้ผมนึกถึงภาพเขียนสีน้ำมันชุดกองข้าวของโมเน่ห์จิตรกรเอกของโลกชาวฝรั่งเศสที่ได้ถ่ายทอดเรื่องราวของกองข้าวผ่านงานเขียนสีน้ำมันที่สะท้อนความรู้สึกและความงามของวิถีที่งดงามในช่วงระหว่าง
ปี ค.ศ. 1890-1891
และวิถีนี้ได้หายไปจากฝรั่งเศสเมื่อประเทศได้ก้าวเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรม
ปัจจุบันในบ้านเราก็เช่นกันเริ่มมีเครื่องจักรอุตสาหรรมมาแทนที่แรงงานคน
รถเกี่ยวข้าวได้เข้ามามีบทบาทในกระบวนการเก็บเกี่ยวทำให้วิถีการเก็บผลผลิตแบบเดิมได้เริ่มเลือนหายไป ภาพชาวนาช่วยกันเกี่ยวข้าว นวดข้าว
ฟาดข้าวและกองข้าวตามท้องทุ่งคงจะมีให้เราได้เห็นอีกเพียงไม่กี่ปี
น่าเสียดายที่คนในรุ่นหลังจะได้เห็นวิถีที่ดีงามเหล่านี้ในภาพถ่ายเล่าเรื่อง
ก้าวแรกกับข่วงวัฒนธรรม
ดีใจที่ผู้ใหญ่ของเมืองพะเยาให้ความสำคัญกับศิลปะวัฒน์ธรรมของเมืองและได้รวบ
รวมเอาสิ่งดี ๆ ของพะเยามาอวดโฉมให้ผู้คนที่อยู่ต่างแดนมาพบมาสัมผัส
เมื่อมีก้าวแรกหลายๆ คนอยากจะเห็นก้าวที่สองและก้าวต่อๆ
ไปของการสืบสาบพัฒนางานศิลป์ของเมืองพะเยา
กาดยามเช้า
กาดยามเช้า(ตลาดเช้า)
ตลาดยามเช้าเมืองพะเยามีสิ่งที่น่าสนใจให้ดู
ให้ชม ให้เลือกซื้อหาอยู่ตลอดเวลา อาหาร สิ่งของบางอย่างก็มีเฉพาะฤดูกาล
ลองตื่นเช้าๆ ไปเดินตลาดแล้วคุณจะได้พบเห็นความงามของวิถีชีวิต
ตากยาขื่นยาจ๋าง
“วิถีชีวิตที่ยังคงความงาม”
ถ้าเอ่ยถึง “ยาขึ่น” “ยาจ๋าง” หลายๆ คนคงไม่รู้จัก แต่ถ้าบอกว่ายาเส้นยังคงพอมีคนที่รู้จักบ้าง
ในจังหวัดพะเยาแหล่งซื้อขาย ยาขึ่น
ยาจ๋าง ต้องนึกถึงเมืองป๋ง(อำเภอปง) ซึ่งเป็นแหล่งเพาะปลูกใบยาสูบแหล่งใหญ่ของจังหวัด
ชาวบ้านมีอาชีพเพาะปลูกใบยาสูบมาช้านาน
ยิ่งถ้าได้มีโอกาสเดินทางไปเมืองป๋ง
ในช่วงเวลานีจะได้พบเห็นวิถีชีวิตความงามที่เกิดขึ้นในชุมชน
ชาวบ้านจะไปช่วยกันเก็บใบยาสูบมาบ่ม ช่วยกันหั่นช่วยกันซอย
แล้วนำมาตากไว้บริเวณหน้าบ้านของตน ซึ่งเป็นวิถีที่บรรพบุรษได้ส่งต่อมารุ่นต่อรุ่นให้คนรุ่นหลังอย่างเราได้สืบ
ทอด ได้เห็น
น้ำปู๋-ภมิปัญญาท้องถิ่น
“น้ำปู๋” ภูมิปัญญาท้องถิ่นกับการถนอมอาหาร หมู่บ้านสันสลี อ.แม่ใจ จ.พะเยา
โครงการบ้านข่ายวิทยาศาสตร์ ๒๕๕๓
หมู่บ้านน้ำปู๋ สันสลี มหาวิทยาลัยพะเยา
กลิ่นอะไรลอยมาตามลม
เลียบเลาะคันคลองตามไปหาที่มาของ
กลิ่นเห็น
ภาพหญิงวัยกลางคนกำลังจับไม้พายสาละวนกับการเคี่ยวอะไรบางอย่างสีำำดำอยู่ใน
กระทะใบใหญ่ “อ๋อ…น้ำปู๋” ภูมิปัญญาท้องถิ่นพื้นบ้านเมืองพะเยากับการถนอมอาหาร
น้ำปู๋เป็นอาหารที่อยู่คู่ บ้านคู่ครัวคนเมืองมาแต่ช้านาน
เป็นการแปรรูปอาหารโดยการนำปูนา มาตำในครกใหญ่ ใส่ใบฝรั่ง ใบข่า ใบขมิ้น
(ปัจจุบันบางแห่งใช้เครื่องบดมาแทนการตำ)แล้วคั้นเอาแต่น้ำ เสร็จแล้วนำไปเคี่ยว
พอเคี่ยวเกือบแห้งก็ปรุงรสด้วยเกลือบางแห่งอาจจะเติมพริกป่นลงไปเพื่อเพิ่ม
ความเผ็ด น้ำปู๋นำมาปรุงอาหารได้หลายอย่างเช่นใส่แกงหน่อไม้ ยำหน่อไม้ หรือที่ยอดนิยมก็น้ำพริกน้ำปู๋
หรือถ้าจะให้เข้ากับบรรยากาศปลายฝนต้นหนาวอย่างนี้หละก็
ขอมะขามน้อยจิ่มกินกับน้ำปู๋







ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น