ศิลปวัฒนธรรม / ประเพณี




แม่อยุ้มัดมือ 

ฮ้ายหนีๆ ดีเข้ามาๆ มัดมือซ้ายขวัญมา มัดมือขวาขวัญอยู่สิบปี๋ บ่หื้อไปตี่อื่น หมื่นปี๋บ่หื้อไปตี่ไหน

สินเสียงกำปอนมัดมือของแม่อุ้ย หลานก็ยกมือไหว้แสดงความเคารพต่อแม่อุ้ยผู้เป็นคนมัดมื้อให้หลานน้อยในวันปี๋ใหม่เมืองหลังจากที่ได้รดน้ำดำหัวแม่อุ้ย การมัดมือถือเป็นพิธีกรรมความเชื่ออย่างหนึ่งของชาวล้านนาซึ่งได้ทำสืบต่อกันมาช้านานถือเป็นการให้ขวัญกำลังใจ โดยผู้อาวุโสจะใช้ฝ้ายมัดมือซึ่งทำจากฝ้ายดิบมาตีปั่นเป็นเส้นแล้วนำมามัดมือให้กับผู้น้อย ในการมัดมือนั้นสามารถทำได้ในหลายกรณีเช่นมัดมือหลังจากมารดน้ำดำหัวในวันปีใหม่ มัดมือในกรณีจะต้องออกเดินทางไกลบ้านไปทำงานต่างเมือง มัดมือเพื่อฮ้องขวัญ(เรียกขวัญ) มัดมือในกรณีไม่สบายเจ็บไข้ได้ป่วย ซึ่งพิธีกรรมและวิถีที่ดีงามเหล่านี้ยังมีอยู่ในดินแดนล้านนาบ้านเรา



ส่งเคาะห์บ้านวิถีงามตี่คงอยู่


การส่งเคราะห์บ้าน นิยมทำกันในช่วงหลังวันพญาวัน เรียกว่า วันปากปี๋” ซึ่งทุกคนจะมีดอกไม้ ธูปเทียน ขนม ผลไม้ หมาก เมี่ยง บุหรี่ ของคาวหวาน แล้วทุกคนก็จะช่วยกันทำสะตวง ช่วยกันแต่งดาสะตวง และทุกคนก็จะเอาของที่แต่ละบ้านเตรียมมาเอามารวมกัน จากนั้นทุกคนทุกหลังคาเรือนนำเสื้อผ้า ที่ใช้เป็นประจำของคนในบ้านไปเข้าพิธี โดยการพับวางซ้อนกัน ปู่จารย์(มัคนายก)ผู้ประกอบพิธียกสะตวงวางทับเสื้อผ้า แล้วกล่าวคำโอกาสสะเดาะเคราะห์ เมื่อจบแล้วยกสะตวงออก ปู่จารย์หยิบผ้าทุกชิ้นสะบัดใส่สะตวง ทำดั่งกับให้สิ่งไม่ดีตกลงไปในสะตวง จากนั้นนำสะตวงออกไปวางไว้ข้างถนนหรือทางแยกหลังเสร็จพิธี ทุกคนในหมู่บ้านก็จะเอาทรายและน้ำส้มป่อยที่ผ่านพิธีกรรมในวัดกลับไปบ้านของตนและก็เอาทรายหว่านทั่วบริเวณบ้าน และก็เอาน้ำส้มป่อยปะพรมทั่วบ้านเรือน และจากนั้นก็เอาด้ายสายสิญจน์ที่มัดฝักส้มป่อยและใบหนาดมาผู้กขวางไว้ที่หน้าบ้านของตนเอง




ปี๋ใหม่เมืองบ้านเฮา รดน้ำดำหัว


ปี๋ใหม่เมืองบ้านเฮาเวียนมาอีกหน ความสุขสนุกสนานความชุ่มฉ่ำกลับคืนมา การสืบทอดประเพณีที่ดีงามยังคงอยู่   13 เมษายน  “ วันสังขารล่อง ” คนบ่าเก่าก่อนเปิ่นบอกว่าอายุสิ้นปี๋หมดไปอีกปี ก่อนวันที่ 13 ผู้ใหญ่มักจะบอกเด็กๆ ว่าต้องทำความสะอาดบ้านให้เรียนร้อยเก็บกวาดเศษใบไม้ใบหญ้าไปกองไว้หน้าบ้านพรุ่งนี้เช้า “ ปู่สังขาร ” จะมาเก็บกวาดเอาเศษใบไม้ใบหญ้าที่เก็บกวาดไป  ถ้าเด็กๆ อยากเห็นปู่สังขาร ก็ต้องรีบตื่นแต่เช้าเพื่อมารอดูปู่สังขาร พอถึงรุ่งเช้า ( เช้ามืด ) จะได้ยินเสียงประทัดเสียง สะโปก (เป็นอุปกรณ์ที่ทำให้เกิดเสียงคล้ายเสียงประทัดยักทำจากไม้ไผ่ ) เสียงพลุดังกึกก้องไปทั่วผู้ใหญ่มักจะบอกกับเด็กๆ ว่าเขาจุดไล่ปู่สังขาร    14 เมษายน  “ วันเน่า ” วันนี้ห้ามพูดในสิ่งไม่ดี ห้ามพูดหยาบคาย ห้ามด่าว่าร้ายผู้อื่นเพราะจะถือว่าไม่เป็นมงคล ให้พูดแต่ในสิ่งที่ดี ตั้งอกตั้งใจคิดดีทำดีพูดดี ช่วงเย็นแต่ละบ้านจะขนทรายเข้าวัด 15 เมษายน “ วันพญาวัน ” ถือเป็นวันเริ่มจุลศักราชใหม่ ช่วงเช้าผู้คนจะถือตุงไปปักไว้บนกองทรายที่ชาวบ้านช่วยกันขนมาไว้ จะทำบุญฟังเทศฟังธรรมถวายภัตตาหารแก่พระสงฆ์ หลังจากเข้าวัดเสร็จเรียบร้อยแต่ละบ้านจะเดินสายรดน้ำดำหัวขอพรพ่อแก่แม่เฒ่าผู้หลักผู้ใหญ่ในหมู่บ้าน พอถึงวันที่ 16 หรือวันปากปีวันนี้จะมีการส่งเคราะห์บ้านชาวบ้านจะนำดอกไม้ ธูปเทียน ขนม ผลไม้ หมาก เมี่ยง บุหรี่ ของคาวหวาน แล้วทุกคนก็จะช่วยกันทำสะตวง ช่วยกันแต่งดาสะตวง และทุกคนก็จะเอาของที่แต่ละบ้านเตรียมมาเอามารวมกัน จากนั้นทุกคนทุกหลังคาเรือนนำเสื้อผ้า ที่ใช้เป็นประจำของคนในบ้านไปเข้าพิธี โดยการพับวางซ้อนกัน ปู่จารย์(มัคนายก)ผู้ประกอบพิธียกสะตวงวางทับเสื้อผ้า แล้วกล่าวคำโอกาสสะเดาะเคราะห์ เมื่อจบแล้วยกสะตวงออก ปู่จารย์หยิบผ้าทุกชิ้นสะบัดใส่สะตวง ทำดั่งกับให้สิ่งไม่ดีตกลงไปในสะตวง จากนั้นนำสะตวงออกไปวางไว้ข้างถนนหรือทางแยกหลังเสร็จพิธี ทุกคนในหมู่บ้านก็จะเอาทรายและน้ำส้มป่อยที่ผ่านพิธีกรรมในวัดกลับไปบ้านของตนและก็เอาทรายหว่านทั่วบริเวณบ้าน และก็เอาน้ำส้มป่อยปะพรมทั่วบ้านเรือน และจากนั้นก็เอาด้ายสายสิญจน์ที่มัดฝักส้มป่อยและใบหนาดมาผูกขวางไว้ที่หน้าบ้านของตนเอง

หลายๆ คนรอคอยวันปีใหม่ให้แวะเวียนมา รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ ความสุข หวนกลับมาอีกครั้งเมื่อวัน “ ปี๋ใหม่เมือง ” มาถึง การรอคอยสิ้นสุด ลูกหลานได้กลับมาเยือนบ้านเกิดและได้หอบหิ้วเอาความคิดถึงความห่วงใยกลับมาซบอิ่มไออุ่น ความเหนื่อยล้าจากการทำงานหนักตรากตรำได้จางหายเมื่อได้พบกับบุคคลอันเป็นที่รัก ได้มาพบปะพูดคุยกับญาติสนิทมิตรสหายที่ไม่ได้พบกันมานานและที่สำคัญได้กลับมาร่วมสืบสานประเพณีดีงามที่บรรพบุรุษได้เคยทำสืบทอดต่อๆ กันมาช้านานให้ยังคงและดำรงอยู่ต่อไปตรบนานเท่านาน




สลากภัต

ประเพณีตานก๋วยสลากหรือ ตานสลาก  กิ๋นข้าวสลาก กิ๋นก๋วยสลาก  กิ๋นสลาก เป็นชือเรียกของประเพณีสลากภัต ของชาวล้านนาเป็นประเพณีที่ปฏิบัติสืบทอดต่อๆ กันมาจากรุ่นสู่รุ่น ซึ่งถือว่าเป็นงานบุญใหญ่เป็นการทำบุญโดยไม่เจาะจงว่าจะถวายสิ่งของและปัจจัยที่ตนนำมาให้กับใครโดยเฉพาะ ประเพณีตานก๋วยสลากเป็นประเพณีที่มีมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล ได้มีการปฏิบัติสืบต่อกันมาจนถึงรุ่นปัจจุบัน  ซึ่งมีตำนานเกี่ยวกับประเพณีตานก๋วยสลากว่า มีนางยักษิณีตนหนึ่งมักจะเบียดเบียน ผู้คนอยู่เสมอ ครั้นได้ฟังธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว นางก็บังเกิดความเลื่อมใสศรัทธานิสัยใจคอที่โหดร้ายก็กลับเป็นผู้เอื้ออารีแก่คนทั่วไปจนผู้คนต่างพากันซาบซึ้งในมิตรไมตรีของนางยักษิณีตนนั้น ถึงกับนำสิ่งของมาแบ่งปันให้ แต่เนื่องจากสิ่งของที่ได้รับมีจำนวนมาก นางยักษิณีจึงนำสิ่งของเหล่านั้นมาทำเป็นสลากภัต แล้วให้พระสงฆ์ สามเณร จับสลากด้วยหลักอุปโลกนกรรม คือสิ่งของที่ถวาย มีทั้งของของมีราคามากและมีราคาน้อยแตกต่างกันไปตามแต่โชคของผู้ได้รับ การถวายแบบจับสลากของนางยักษิณีจึงนับเป็นครั้งแรกของประเพณีทำบุญสลากภัตในพุทธศาสนา




เทศกาลกินลิ้นจี่พะเยา


งานที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ในราวเดือนพฤษภาคม การจำหน่ายลิ้นจี่คุณภาพดีราคาถูกจากสวน และขบวนรถแห่ลิ้นจี่และของดีจาก 9 อำเภอ ใน จ.พะเยา โดยมีวัตถุประสงค์ของงานคือ??เพื่อเป็นการช่วยส่งเสริมสนับสนุน และแก้ไขปัญหาด้านการตลาด และเป็นช่องทางหนึ่งที่จะช่วยให้เกษตรกรได้ระบายผลผลิตลิ้นจี่ออกสู่ตลาดโดยตรงให้กับผู้บริโภคโดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง




งานบวงสรวงพ่อขุนงำเมือง


ณ บริเวณสวนสมเด็จย่า 90 ถนนเลียบกว๊านพะเยา
งานประเพณีประจำปี (วันที่ 5 มีนาคมของทุกปี) เพื่อสักการะพ่อขุนงำเมือง เจ้าเมืองพะเยาองค์ที่ 9 (พ.ศ. 1781 1839) ผู้สร้างความรุ่งเรืองให้แคว้นพะเยาและร่วมกันสร้างเมืองเชียงใหม่กับพญาร่วง และพญามังราย ภายในงานจะมีข้าราชการ พ่อค้าและประชาชนชาวพะเยานำเครื่องสักการะมาทำพิธีบวงสรวงพระรูปที่อนุสาวรีย์ของพระองค์



ประเพณีเลี้ยงผีขุนน้ำ


ประเพณีเก่่าแก่ของจังหวัดพะเยา เป็นพิธีขอน้ำขอฝน จากผีประจำขุนเขาที่เป็นต้นน้ำ เพราะเป็นเวลาที่ใกล้จะหว่านข้าวกล้า จะทำในวันปากปีของสงกรานต์เมืองเหนือ (วันที่ 16 เมษายน) ทุกปี



ประเพณีไหว้พระธาตุป่าแดง-บุญนาค


ประเพณีที่ชาวพะเยา จะพากันทำบุญตักบาตรสวดมนต์ไหว้พระ เวียนเทียน รักษาศีลภาวนา ในวันเดือน 7 เป็ง (เพ็ญเดือน 5) ของทุกปี


ประเพณีไหว้พระเจ้าตนหลวง


อีกหนึ่งประเพณีที่ผู้คนมากราบไหว้พระเจ้าตนหลวงอย่างล้นหลาม เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ตนเอง และครอบครัว ในวันเดือนแปดเป็ง (เพ็ญเดือน 6) ประมาณเดือนพฤษภาคมของทุกปี



ประเพณีลอยกระทง

วันลอยกระทง ถือว่าเป็นวันสำคัญอีกวันหนึ่งของชาวไทยทุกคน วันลอยกระทง ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 มักตกอยู่ในราวเดือนพฤศจิกายน โดยวันลอยกระทงได้ถูกกำหนดขึ้นเพื่อเป็นการสะเดาะเคราะห์ และขอขมาต่อพระแม่คงคา บางหลักฐานเชื่อว่าเป็นการบูชารอยพระพุทธบาทที่ริมฝั่งแม่น้ำนัมทามหานที และบางหลักฐานก็ว่าเป็นการบูชาพระอุปคุตอรหันต์หรือพระมหาสาวก สำหรับประเทศไทยประเพณีลอยกระทงได้กำหนดจัดในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณที่ติดกับแม่น้ำ ลำคลอง หรือ แหล่งน้ำต่าง ๆ ซึ่งแต่ละพื้นที่ก็จะมีเอกลักษณ์ที่น่าสนใจแตกต่างกันไป

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น